ปีน้ำ 2554 นับเป็นปีที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำใหม่เพิ่มเข้ามามากเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่องหลายปี กลับกลายเป็นน้ำมากทำลายสถิติเดิมๆ ชนิดพลิกจากโอกาสกลายเป็นวิกฤติมหาอุทกภัยอย่างคาดไม่ถึง จนส่งผลกระทบในวงกว้างสูงถึง 33 จังหวัด ในจำนวนดังกล่าวนี้ ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงถึง 21 จังหวัด โดยส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่อยู่ในโซนภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งเป็นทางผ่านของ 4 แม่น้ำสายหลัก “ปิง-วัง-ยม-น่าน” ที่ไหลมาบรรจบกันที่แม่น้ำเจ้าพระยา ทุกสายตาจึงมุ่งตรงไปยัง 2 เขื่อนใหญ่ในภาคเหนือของ กฟผ. อย่างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ พร้อมหลากหลายคำถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการ EGAT NEWS จะพาย้อนเวลากลับไปทำความเข้าใจเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลา

ภัยแล้งต่อเนื่องหลายปี

หากยังพอจำกันได้ ในช่วงต้นปี 2553 ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง ครอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 29 จังหวัด โดยอยู่ในบริเวณภาคเหนือถึง 12 จังหวัด ภาคกลาง 5 จังหวัด ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก และเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งต่อเนื่องมาจากปลายปี 2552 เนื่องจากการเกิดปัญหาฝนน้อยและฝนทิ้งช่วง ประกอบกับการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มลดลงจนส่งผลกระทบค่อนข้างมาก

สำหรับพื้นที่ซึ่งอยู่ในเขตชลประทานที่รับน้ำจากเขื่อน แม้มิได้ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรงนัก แต่ก็มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ ซึ่งตามแผนเดิมจะมีการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ (ในช่วงพฤศจิกายน 2552–เมษายน 2553) รวมกันจำนวน 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ก็ต้องมีการปรับเพิ่มการระบายน้ำอีก 1,696 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็น 7,696 ล้าน ลบ.ม. และระบายต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายเดือน เนื่องจากปกติจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม แต่ด้วยปัญหาฤดูแล้งที่ค่อนข้างยาวนาน ส่งผลให้ช่วงเวลาดังกล่าวยังคงต้องมีการระบายน้ำเป็นจำนวนมากเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และกว่าที่ฝนจะตกจนเริ่มมีน้ำไหลเข้าอ่างในระดับที่มีนัยสำคัญก็ต้องรอจนถึงเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เหลือน้ำหลังสิ้นแผนไม่มากนัก จนเรียกได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน ขณะที่ฤดูฝนในปี 2553 แม้จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนได้บ้าง แต่ก็ต้องระบายออกตลอดฤดูกาลเพาะปลูกปี 2553/54 อีก 6,873 ล้าน ลบ.ม. จึงยังไม่สามารถช่วยให้สถานการณ์น้ำของ 2 เขื่อนใหญ่ผ่านพ้นจากวิกฤติภัยแล้ง

ฝนแรก เร็วเกินคาด

หลังสิ้นฤดูแล้งปี 2554 ในเดือนเมษายน ด้วยปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้ประเทศไทยเริ่มมีฝนตกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน ทั้งที่ฤดูฝนปกติที่ได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อย่างเร็วที่สุดก็ต้องรอจนถึงเดือนพฤษภาคม ครั้นเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ก็ได้รับอิทธิพลจากร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านประเทศไทยตอนบนทำให้ภาคเหนือและภาคกลางมีฝนตกหนาแน่น ดังนั้น ปริมาณฝนสะสมในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2554 จึงสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ. 2538 และ 2549 ซึ่งเป็นปีที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูง รวมถึงมีภาวะน้ำท่วมสูงในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่เนื่องจากระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังอยู่ในระดับต่ำ คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุทกศาสตร์ สำนักการระบายน้ำ กทม. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ กฟผ. มีหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก จึงตัดสินใจระบายน้ำจากเขื่อนทั้งสองตามความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยยังมิได้มีการพร่องน้ำมากเป็นพิเศษ

ไม่ประมาท…แม้รับน้ำได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม กฟผ. ในฐานะหน่วยงานหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ก็มิได้นิ่งนอนใจในการรับมือกับสถานการณ์ที่ปริมาณฝนมาเร็วและมากกว่าปีอื่นๆ โดยที่ผ่านมาได้มีการติดตั้งระบบโทรมาตรให้กับอ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำหลาก เพื่อให้สามารถทำนายปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำได้แม่นยำและแน่นอน ซึ่งการคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าที่แม่นยำ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการพร่องน้ำล่วงหน้าเพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ทำให้สามารถควบคุมการระบายน้ำลงทางด้านท้ายน้ำไม่ให้สูงมาก ซึ่งเป็นการลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำด้านท้ายเขื่อนอีกด้วย

พร้อมกันนี้ กฟผ. ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสภาพน้ำ (War Room) ขึ้นที่กองจัดการทรัพยากรน้ำ (กจน-พ.) ฝ่ายสำรวจ (อสร.) โดยมีผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ชฟน.) เป็นประธาน และมีผู้แทนจากฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า (อคฟ.) อสร. รวมถึงเขื่อนต่างๆ ร่วมประชุมวิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอแนวทางเพื่อการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ ผ่านระบบ Web Conference ซึ่งใน War Room จะมีระบบติดตามข่าวสารและสถานการณ์แบบ Real Time มีระบบฐานข้อมูลที่สามารถเรียกใช้งานได้สะดวกรวดเร็ว มีทีมงานที่ทำหน้าที่ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจของผู้บริหารโดยใช้ Software ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพสูง และที่สำคัญคือมีระบบการนำเสนอที่ ทำให้ผู้บริหารสามารถรับข้อมูลหลายๆ ด้านในเวลาเดียวกัน ช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำที่เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์ และจะมีการนำข้อมูลต่างๆ เข้าเสนอและวิเคราะห์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งจัดขึ้นอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อวางแผนการระบายน้ำให้มีความเหมาะสม

เขื่อน : เพื่อประโยชน์ของประชาชน

ด้วยเหตุที่เขื่อนของ กฟผ. เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ มีหน้าที่กักเก็บน้ำไว้เพื่อใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรม และการบรรเทาอุทกภัยเป็นหลัก ส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นเพียงผลพลอยได้จากการปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตามความต้องการใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนของ กฟผ. จึงพยายามควบคุมให้ระดับน้ำอยู่ในกรอบของ “เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ” หรือ Rule Curve ซึ่งมีอยู่ 2 เกณฑ์ คือ 1) เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวล่าง (Lower Rule Curve) ทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากมีการระบายน้ำจนต่ำกว่าระดับดังกล่าว จะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำในปีหน้า 2) เกณฑ์ควบคุมระดับน้ำตัวบน (Upper Rule Curve) ทำหน้าที่บอกให้ทราบว่า หากกักเก็บน้ำไว้จนสูงกว่าระดับดังกล่าว จะมีความเสี่ยงเรื่องน้ำล้นเขื่อน จนอาจต้องเปิดประตูระบายน้ำล้น (Spillway) ทั้งนี้ ในการจัดทำเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำทั้งสองนั้น ประกอบไปด้วยข้อมูลปัจจัยและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ และความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ท้ายเขื่อนย้อนหลังกว่า 30 ปี ซึ่งได้มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาวการณ์เป็นระยะๆ

บริหารจัดการด้วย “Rule Curve”

ในสภาวการณ์ปกติ การระบายน้ำจากเขื่อนจะพยายามควบคุมให้ระดับน้ำอยู่ระหว่าง Lower Rule Curve และ Upper Rule Curve โดยในช่วงฤดูแล้งจะพยายามระบายไม่ให้ต่ำกว่าระดับ Lower Rule Curve ส่วนในช่วงฤดูฝนจะพยายามระบายน้ำเพื่อไม่ให้สูงกว่าระดับ Upper Rule Curve ดังนั้น “Rule Curve” จึงเปรียบเสมือนเกณฑ์ที่คอยควบคุมระดับน้ำในเขื่อนให้มีปริมาณเก็บกักที่เหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยและมีน้ำไว้ใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในภาพรวมตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ภายในกรอบของ Rule Curve ดังกล่าวนั้น ในทางปฏิบัติอาจมีเหตุที่ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการได้ตามแผนงานปกติ อาทิ การ เปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ปริมาณน้ำฝน/น้ำท่าในลุ่มน้ำ ปรากฏการณ์เอลนินโญ่/ลานินญ่า การมีมรสุมที่ทำให้เกิดฝนตกหนักมากเป็นประวัติการณ์ ตลอดจนข้อจำกัดในส่วนของพื้นที่ท้ายน้ำซึ่งอาจอยู่ระหว่างการเก็บเกี่ยวพืชผล หรือกำลังเกิดปัญหาอุทกภัย เป็นต้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากแนวปฏิบัติ เช่นเดียวกับที่คณะอนุกรรมการฯ จำเป็นต้องตัดสินใจลดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์เป็นระยะๆ เกือบตลอดฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ตุลาคม 2554 เพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่พื้นที่ซึ่งประสบอุทกภัย

ลดการระบายตั้งแต่ต้นฝน

เริ่มจากการลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ ภายหลังจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ไหหม่า” ในช่วงวันที่ 26 มิถุนายน–3 กรกฎาคม 2554 ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในลุ่มน้ำยมบริเวณจังหวัดแพร่ และสุโขทัย รวมทั้งในลุ่มน้ำน่านบริเวณจังหวัดน่าน ทั้งนี้ การที่ลุ่มน้ำยมไม่มีเขื่อนสำหรับรองรับน้ำ ปริมาณน้ำที่ท่วมจากลุ่มน้ำยมจึงไหลลงมาที่จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ รวมทั้งได้มีการขุดคลองผันน้ำจากแม่น้ำยมมาลงแม่น้ำน่าน ดังนั้น การลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ จึงเป็นไปเพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายออกมาสมทบกับน้ำที่ท่วมจากลุ่มน้ำยม ซึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เขื่อนสิริกิติ์ช่วยกักเก็บน้ำไว้กว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม.

เข้าสู่เดือนกรกฎาคม 2554 ปริมาณน้ำของสองเขื่อนใหญ่ ซึ่งเคยอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำในช่วงรอยต่อระหว่างปลายฤดูแล้ง-ต้นฤดูฝน ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเข้ามาอยู่ในเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ ด้วยอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงปกคลุมเกือบตลอดทั้งเดือน ผนวกกับอิทธิพลจากร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำในอ่าวตังเกี๋ย ระหว่างวันที่ 15-22 กรกฎาคม และพายุโซนร้อน “นกเตน” (NOCK–TEN) ช่วงระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม-2 สิงหาคม แต่เนื่องจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยามีการคาดการณ์ว่าปริมาณฝนยังใกล้เคียงค่าเฉลี่ย พร้อมทั้งคาดการณ์ว่า ปรากฏการณ์ลานีญา จะอ่อนตัวเข้าสู่สภาวะปกติ เขื่อนสิริกิติ์จึงยังคงลดการระบายน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัย และช่วยกักเก็บน้ำจากพายุเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เขื่อนภูมิพล ก็ยังคงยึดการระบายตามความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ท้ายเขื่อน

“นกเตน” พาน้ำมามหาศาล

ผลกระทบต่อเนื่องจากพายุโซนร้อน “นกเตน” ก่อให้เกิดฝนตกหนักใน 14 จังหวัด ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ แพร่ เชียงใหม่ น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก นครพนม อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ และสกลนคร ทั้งยังมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่องหลายวัน จนระดับน้ำสูงขึ้นจนเกินระดับของเกณฑ์ควบคุมน้ำตัวบนในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งนั่นหมายถึงมีความเสี่ยงที่น้ำจะล้นเขื่อน โดยมีปริมาณน้ำในอ่างอยู่ที่ 7,492.53 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 78.79 สามารถรองรับน้ำได้อีกเพียง 2,017.47 ล้าน ลบ.ม. แต่เนื่องจากพื้นที่บริเวณแม่น้ำยมยังมีน้ำท่วมขังตั้งแต่จังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร เขื่อนสิริกิติ์จึงต้องลดการระบายน้ำในช่วงต้นเดือน เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัย ก่อนจะปรับเพิ่มการระบายเมื่อสถานการณ์ท้ายน้ำดีขึ้น แต่กระนั้นอิทธิพลจากร่องมรสุมกำลังแรงและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงพัดปกคลุมประเทศไทยเกือบตลอดเวลา ทำให้บริเวณภาคเหนือและภาคกลางมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำจึงมากเป็น 2 เท่าของปริมาณน้ำที่ระบาย จึงมีความจำเป็นต้องเปิดประตูระบายน้ำล้นในช่วงวันที่ 25 สิงหาคม-11 กันยายน 2554 ขณะที่เขื่อนภูมิพลก็ต้องลดการระบายน้ำเหลือประมาณ 1 ใน 10 เพื่อควบคุมไม่ให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงสูงเกินความจุลำน้ำ และควบคุมปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์ ไม่ให้สูงมากเกินไปเพื่อให้สามารถระบายน้ำจากแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านได้สะดวกขึ้น

พายุซัดซ้ำ 3 ลูกติดต่อกัน

แม้เขื่อนสิริกิติ์จะมีปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้แล้ว 8,919.67 หรือร้อยละ 93.79 ของความจุ ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน แต่ในช่วงปลายเดือนก็ยังคงต้องช่วยกักเก็บน้ำไว้ประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่ไหลเข้า เพื่อลดผลกระทบให้พื้นที่ท้ายเขื่อน หลังจากพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมกำลังแรงและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงพัดปกคลุมประเทศไทยเกือบตลอดเวลา รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากพายุถึง 3 ลูก ในช่วงปลายเดือน ได้แก่ ไห่ถาง เนสาด และนาลแก จนเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก และทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณจังหวัดกำแพงเพชร รวมทั้งส่งผลให้ปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์และท้ายเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณสูงขึ้น พร้อมกันนี้ ได้ลดการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพล เพื่อช่วยบรรเทาสภาพน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่นาข้าวที่ยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ด้านท้ายน้ำอีกด้วย

ช่วยรับน้ำจนโค้งสุดท้าย

ตุลาคม 2554 ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างวิกฤติ เพราะนอกเหนือจากผลกระทบต่อเนื่องมาจากพายุ 3 ลูก ติดต่อกันในช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคมแล้ว ยังพบสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรต่ำกว่าค่าปกติต่อเนื่อง ทำให้ปรากฏการณ์ลานีญา ยังคงส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนมากกว่าปกติ ในช่วงปลายปี ประกอบกับอิทธิพลจากร่องมรสุมและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมประเทศในพื้นที่ด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ทำให้มีฝนตกทางฝั่งตะวันตกของภาคเหนือ และมีความกดอากาศสูงปกคลุมทางด้านตะวันออกของภาคเหนือเป็นช่วงๆ จนเกิดภาวะน้ำท่วมสูงในลุ่มน้ำวัง และลุ่มน้ำปิง (ทั้งด้านเหนือและท้ายเขื่อนภูมิพล) รวมถึงในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านตอนล่างที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ซึ่งในเวลาต่อมามวลน้ำทั้งหมดก็ได้ไหลลงมาท่วมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพมหานคร กลายเป็นวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งสำคัญ

ระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลสูงขึ้นจนเกือบเต็มความจุตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม เนื่องจากมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงมาก จนต้องเพิ่มการระบายน้ำโดยการเปิดประตูระบายน้ำล้นในช่วงวันที่ 5–13 ตุลาคม และ 18–20 ตุลาคม เพื่อลดความเสี่ยงที่น้ำจะล้นเขื่อน อย่างไรก็ตามการระบายน้ำดังกล่าว พยายามควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบด้านท้ายน้ำ ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ ก็ได้มีการระบายน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ในช่วงปลายเดือนตุลาคม การระบายน้ำของทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะพิจารณาร่วมกัน โดยควบคุมการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนรวมกันไม่ให้เกินวันละ 70 ล้าน ลบ.ม. เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จังหวัดนครสวรรค์ จนถึงช่วงปลายเดือนที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลเริ่มลดลง จึงได้มีการปรับลดการระบายน้ำจากทั้งสองเขื่อนรวมกันให้เหลือเพียงวันละ 48 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 20 ของมวลน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ดังนั้น การระบายน้ำจากสองเขื่อนดังกล่าวจึงมิใช่สาเหตุหลักของปัญหาน้ำท่วม ส่วนมวลน้ำอีกกว่าร้อยละ 80 มาจากแม่น้ำยมและแม่น้ำวัง ซึ่งไม่มีเขื่อนช่วยรองรับน้ำ รวมกับน้ำที่ค้างอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ไหลลงมารวมกันผ่านจังหวัดนครสวรรค์แล้วไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

โชคดีที่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลมประจำฤดูกาลอ่อนกำลังลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนบางพื้นที่ แต่ก็ลดลงเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ขณะที่พื้นที่ประสบอุทกภัยก็ลดลงเหลือเพียง 16 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ด และกรุงเทพมหานคร ส่วนจังหวัดที่เป็นพื้นที่ท้ายเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ อาทิ ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และพิจิตร สถานการณ์ดีขึ้นมากจนกลับสู่วิถีชีวิตตามปกติเกือบทั้งหมดแล้ว เกษตรกรก็เริ่มกลับมาทำการเพาะปลูกอีกครั้ง ทั้งสองเขื่อนใหญ่จึงเตรียมกลับมาระบายน้ำตอบสนองความต้องการของประชาชนอีกครั้ง

ยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อคนไทย

ตั้งแต่เริ่มปีน้ำ 2554 (1 เมษายน 2554) จนถึงสิ้นฤดูฝน (เที่ยงคืนของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554) มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของ 2 เขื่อนใหญ่ภาคเหนือ สะสมรวม 22,814 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีการระบายออกรวม 10,371 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นปริมาณน้ำส่วนที่ทั้งสองเขื่อนได้ทำหน้าที่สำคัญในการกักเก็บและชะลอการระบายน้ำ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ลดน้อยลง ด้วยการช่วยกักเก็บน้ำไว้ในปริมาณมหาศาลถึง 11,917 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นเขื่อนภูมิพล 7,353 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ 4,564 ล้าน ลบ.ม. ส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ในเขื่อนภูมิพล 13,316 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 98.91 จากความจุรวมทั้งหมด 13,462 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ 9,409 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 98.94 จากความจุรวมทั้งหมด 9,510 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ น้ำในปริมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เพื่อการชลประทานในช่วงฤดูแล้งปี 2555 ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งต่อเกษตรกรและประชา ชนทั่วไป

จากการที่ กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการบรรเทาอุทกภัยช่วงฤดูฝน และเก็บกักน้ำไว้ให้ประชาชนได้มีใช้เพื่อประโยชน์ด้านการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค ตลอดจนการอุตสาหกรรม ในช่วงฤดูแล้ง พร้อมๆ กับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อน ช่วยให้ในท้ายที่สุดประเทศไทยสามารถข้ามผ่านวิกฤติมหาอุทกภัยมาได้ ด้วยการตัดสินใจที่คำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก และพยายามดูแลให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนอย่างน้อยที่สุด

บทสัมภาษณ์

นายกิตติ ตันเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ชฟน.)

วิกฤติมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา มีสาเหตุหลักจากพายุที่กระหน่ำเข้ามาถึง 5 ลูกติดต่อกันในช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม เริ่มตั้งแต่ ไหหม่า , นกเตน , ไห่ถาง , เนสาด และจบลงที่ นาลแก เรียกได้ว่า ไล่เรียงมาตั้งแต่ต้นฤดูฝนจนถึงปลายฤดูฝนชนิดแทบไม่มีช่วงให้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว ซึ่งพายุเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แม้จะมีข้อมูลสถิติเก่าๆ ให้ศึกษาเปรียบเทียบก็ตาม แต่ส่วนมากพายุมาเต็มที่ก็ไม่เกิน 3 ลูกต่อปี ต่อให้ศึกษาย้อนรอยกลับไปเป็นร้อยปีก็ยังไม่เคยเจอพายุระดับ 5 ลูกใหญ่ในปีเดียวมาก่อน เราจึงพบว่า ปีนี้น้ำมาแบบมหาศาลจริงๆ มากที่สุดตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ที่สำคัญคือ มากกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้ทั้งสองเขื่อนใหญ่จะระบายน้ำออกไปจนหมดเขื่อนในช่วงฤดูแล้งที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถที่จะรองรับน้ำไว้ได้ทั้งหมด

บางคนมาดูกราฟภายหลังแล้วถามว่า ทำไม กฟผ. ไม่ยอมระบายน้ำออกไปตั้งแต่แรกก่อนที่จะเข้าฤดูฝนเต็มตัว ก็ต้องตอบตรงๆ ว่า กราฟปริมาณน้ำที่เราดูกันนั้น ที่บอกว่าช่วงเดือนไหนเป็นอย่างไร ถือเป็นข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาแล้ว เสมือนกับข้อสอบที่มีผลเฉลยออกมาแล้ว ดูแล้วเหมือนกับการตัดสินใจง่ายๆ แต่ในวันที่คณะอนุกรรมการฯ ต้องตัดสินใจกันจริงๆ หากเรามองเห็นอนาคตได้ก็คงจะดี แต่ในความเป็นจริงเรามิอาจทำเช่นนั้นได้ แม้จะมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากเพียงใดก็ตาม ดังนั้น จึงต้องตัดสินใจโดยให้น้ำหนักกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าอนาคตที่ไม่ชัดเจน และต้องไม่ลืมว่า ฝนที่ตกลงมาไม่ได้ไหลเข้าเขื่อนทั้งหมด ถึง กฟผ. อยากระบายน้ำตั้งแต่ต้นฤดูฝนก็ทำไม่ได้ เพราะอิทธิพลจากปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกตั้งแต่เดือนมีนาคมและเมษายน โดยเฉพาะที่ราบลุ่มภาคกลางซึ่งได้รับผลไปเต็มๆ หาก กฟผ. ระบายน้ำก็จะเป็นการไปซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อน อีกทั้งยังไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่า ฝนจะมามากเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับในขณะนั้นน้ำในสองเขื่อนใหญ่ก็แห้งมาก เนื่องจากการนำน้ำในอนาคตมาใช้ในปริมาณมากติดต่อกันหลายปี จนมีแต่ความกังวลว่า จะหาน้ำจากไหนมาให้เกษตรกรใช้ในช่วงฤดูแล้งถัดไป

ยืนยันว่า เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว แต่ปัญหาใหญ่ที่เห็นได้ชัดเจนจากเหตุการณ์นี้ก็คือ การที่แม่น้ำยมไม่มีเขื่อนคอยช่วยรองรับน้ำ ขณะที่แม่น้ำวังก็มีเพียงเขื่อนขนาดเล็กมาก น้ำจากลำน้ำทั้งสองจึงไหลเข้าสู่นครสวรรค์และจังหวัดอื่นๆ ในภาคกลางอย่างเต็มที่ รวมกับน้ำทุ่งแล้วคิดเป็นร้อยละกว่า 80 ของมวลน้ำทั้งหมด ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน จึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต้องตัดสินใจร่วมกันทั้งประเทศ เริ่มตั้งแต่นโยบายด้านเกษตรกรรมโดยการกำหนดพื้นที่และจำนวนครั้งในการเพาะปลูกที่ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ มีการกำหนดเส้นทางการระบายน้ำ (Flood Way) ที่ชัดเจน มีแนวทางและกระบวนการผันน้ำออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือ การบริหารจัดการการเคลื่อนที่ของน้ำอย่างเป็นระบบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อให้การระบายน้ำของกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวันชัย ประไพสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจ (อสร.)

เขื่อนของ กฟผ. เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ มีหน้าที่หลักอยู่ 2 ประการ คือ การเก็บกักน้ำในฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ อาทิ ด้านการเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรม การรักษาระบบนิเวศทางน้ำ การเดินเรือ การผลักดันน้ำเค็ม เป็นต้น ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกันก็ใช้ศักยภาพในการรองรับน้ำด้านเหนือเขื่อนเพื่อบรรเทาอุกทกภัยให้กับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน แต่การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้ง 2 ประการ อย่างลงตัวนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในแต่ละการตัดสินใจไม่ว่าจะเป็นการกักเก็บหรือการระบายก็มักมีมุมมองที่หลากหลาย เนื่องจากมีประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม บ้างต้องการให้ระบาย บ้างต้องการให้กักเก็บ เป็นเช่นนี้เสมอไม่ว่าจะช่วงฤดูแล้งหรือฤดูฝน จึงต้องมีคนกลางที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยพิจารณาตัดสินใจกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่มีความสมดุล คือ ประชาชนทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันในลักษณะ Win-Win เพราะสิ่งสำคัญของการบริหารจัดการน้ำคือ เราไม่สามารถเลือกแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงอย่างเดียวได้

หากเรากลัวน้ำท่วม แล้วเลือกที่จะพร่องน้ำให้หมดเขื่อนก่อนเข้าฤดูฝน หากฝนมาไม่มากอย่างในปีนี้ แต่มาน้อยอย่างหลายปีก่อนหน้านี้ แล้วเราจะนำน้ำจากไหนมาใช้ในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง เช่นเดียวกันหากเรากลัวภัยแล้งยาวนานหลายปี แล้วเลือกรับมือด้วยการพยายามเหลือน้ำต้นทุนในแต่ละปีไว้มากๆ พอฝนมามากๆ เขื่อนก็ไม่อาจช่วยรองรับได้เท่าที่ควร จึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน บางคนอาจคิดว่า กฟผ. ตัดสินใจเองเพียงลำพัง จริงๆ แล้วไม่ใช่ หน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูน้ำหลากเป็นของคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กฟผ. ถือเป็นหนึ่งในนั้น มีหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำ วิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอแนวทางเพื่อการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งจัดขึ้นทุกสัปดาห์

แม้ กฟผ. จะมีการติดตั้งระบบโทรมาตรที่ทันสมัย สามารถทำนายปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำได้ค่อนข้างแม่นยำ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำได้เพียงคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า 3-7 วัน ซึ่งต้องเป็นน้ำหลังจากที่ฝนตกมาแล้วเท่านั้น ทั้งยังมีข้อมูลเพียงบริเวณที่มีเขื่อนตั้งอยู่เท่านั้น หากต้องการข้อมูลด้านอื่นๆ อาทิ การพยากรณ์สภาพดินฟ้าอากาศ หรือสภาพน้ำในภาพรวมของทั้งประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งไม่มีเขื่อน ก็ต้องอาศัยหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ถูกนำมารวมไว้ในคณะอนุกรรมการฯ เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เกิดการพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบบนข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน รวมถึงมีการถ่วงดุลอำนาจการตัดสินใจด้วยหน่วยงานที่หลากหลาย จนนำไปสู่ทางเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุดที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกัน และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด ซึ่งการตัดสินใจที่ผ่านมา มองว่า ถูกต้องแล้วในสถานการณ์เฉพาะหน้านั้นๆ เพียงแต่ประเทศไทยอาจจะยังมีเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเสริมไม่ครบ เช่น การไม่มีเขื่อนในบางพื้นที่สำคัญ และการไม่มี Flood Way ที่จะช่วยผันน้ำลงทะเลอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า (อคฟ.)

ในภาวะปกติ กฟผ. จะผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำโดยมีแผนการระบายน้ำตามความต้องการใช้ประโยชน์จากน้ำของประชาชนทั้งในด้านการเกษตร อุปโภคและบริโภคซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานงานกับกรมชลประทานเพื่อแจ้งแผนการระบายน้ำให้ กฟผ. ทราบ และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กฟผ. จะนำแผนการระบายน้ำดังกล่าวมาจัดทำแผนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งพลังไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำส่วนใหญ่จะช่วยเสริมระบบไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (พีคโหลด) เพื่อควบคุมคุณภาพและเพิ่มความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าของระบบไฟฟ้า ในสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติมหาอุทกภัยนั้น คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ จะพิจารณาแผนการระบายน้ำรายวันของแต่ละสัปดาห์ โดยจะมุ่งเน้นการระบายน้ำเพื่อให้กระทบกับประชาชนในลุ่มน้ำที่เกิดอุทกภัยน้อยที่สุด ส่วนพลังงานไฟฟ้าถือเป็นผลพลอยได้จากการระบายน้ำ

ในช่วงที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งนี้ หลายครั้งได้มีการปรับลดการระบายน้ำรายวันลงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในลุ่มน้ำ และรักษาระดับเก็บกักน้ำในเขื่อนโดยพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่าง ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเปลี่ยนไป โดยต้องเดินเครื่องในลักษณะค่อนข้างคงที่ ไม่สามารถเพิ่ม-ลดการผลิตได้ตามความต้องการไฟฟ้า จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรด้านอื่นมาช่วยในการบริหารจัดการแทนซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตบ้าง แต่เป็นความโชคดีในความโชคร้ายที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดมหาอุทกภัยครั้งนี้ลดลงอย่างมากถึงประมาณ 2,000 Glossary Link เมกะวัตต์ อันเนื่องมาจากนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกันประมาณกว่า 500 เมกะวัตต์ ประสบอุทกภัย รวมถึงโรงงานนอกเขตอุตสาหกรรมอีกหลายแห่ง ดังนั้น การที่ กฟผ. ต้องชะลอการระบายน้ำหลังจากที่ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง รวมถึงมีโรงไฟฟ้าบางแห่ง ได้รับผลกระทบทางอ้อมจากอุทกภัยจนต้องหยุดเดินเครื่อง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางแห่งต้องปรับเปลี่ยนสภาพการจ่ายไฟฟ้า อันเนื่องมาจากตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ถูกน้ำท่วม หรือใกล้แนวผันน้ำของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม (ศปภ.) จึงไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

นอกจากนี้ กฟผ. ยังพิจารณาเพิ่มมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยเพิ่มกำลังผลิตสำรองไว้ที่ 1,000-1,800 เมกะวัตต์ จากสภาวะปกติที่รักษากำลังผลิตสำรองไว้ที่ 700-1,400 เมกะวัตต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีพลังไฟฟ้าเพียงพอตลอดเวลา และประชาชนจะต้องไม่เดือดร้อนเพิ่มขึ้น รวมทั้งเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลาและมีการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น กกพ. กฟน. และ กฟภ. เพื่อให้สามารถเตรียมการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตไฟฟ้าและการจ่ายไฟฟ้าได้อย่างทันท่วงที พร้อมกันนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ลานีญาจะยังคงมีอิทธิพลต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า ซึ่งอาจทำให้ฤดูฝนปี 2555 เกิดขึ้นเร็วและจะมีปริมาณน้ำมากกว่าเดิม จึงมีการประสานงานกับกรมชลประทานและกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเตรียมการระบายน้ำสำหรับการปลูกพืชฤดูแล้ง โดยมีแผนการระบายน้ำเพื่อการปลูกพืชฤดูแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์รวมกันถึงสิ้นเดือนเมษายน ประมาณ 10,000 ล้าน ลบ.ม. หรือสูงสุดที่ประมาณวันละ 70-80 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปัจจุบันยังคงการระบายรวมกันที่วันละประมาณ 36 ล้าน ลบ.ม. เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มซึ่งยังคงมีน้ำท่วมขัง และจะมีการระบายน้ำเพิ่มขึ้นตามลำดับเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ”